เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๙ พ.ย. ๒๕๖๒

เทศน์เช้า วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรมๆ สัจธรรมธรรมะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แก้วสารพัดนึก แก้วรัตนตรัยของเราไง เรามีที่พึ่งที่อาศัย ถ้าไม่มีที่พึ่งที่อาศัยมันทุกข์มันยากนะ ในปัจจุบันนี้นะ เวลาเราเจอโยม ส่วนใหญ่จะบอกว่าเวลามันทุกข์มันยากเป็นโรคทรัพย์จางๆ

ใช่ เศรษฐกิจมันมีขึ้นมีลง ระบบเศรษฐศาสตร์ ๑๒ ปีมันหมุนของมันไป มันมีขาขึ้นและขาลง มันเป็นเรื่องของกฎของอนิจจัง มันไม่แน่ไม่นอนทั้งสิ้น ถ้ามันไม่แน่ไม่นอนมันเป็นวาระของมัน ถ้ามันเป็นวาระของมันนะ เวลาพ้นสภาพนี้ไปมันก็เฟื่องฟูขึ้นมา เฟื่องฟูขึ้นมา เรามาถึงเฟื่องฟูนั้น เราก็มีโอกาสของเราที่จะเลี้ยงชีพของเรา

เลี้ยงชีพๆ นะ สิ่งที่ว่าเลี้ยงชีพๆ ปากกัดตีนถีบขึ้นมาเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าเลี้ยงปากเลี้ยงท้องขึ้นมา สัจธรรมๆ ของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเวลาสอนไง

เวลาสอนนะ เวลาคนโบราณ บ้านเราอยู่ริมคูริมคลอง ริมคูริมคลองเด็กมันเล่นน้ำ มันว่ายน้ำเป็นธรรมชาติของมัน เด็กมันเล่นน้ำ ว่ายน้ำเป็นธรรมชาติของมัน ดูแล้วมันสวยงามไง ถ้าเด็กว่ายน้ำไม่เป็น ลงไปตกน้ำไปมันดิ้นพราดๆๆ เลย

แต่ในปัจจุบันนี้โลกมันเจริญๆ ไง เวลาเราจะสอนเด็กของเราให้ว่ายน้ำนะ เราก็ต้องไปสระว่ายน้ำ นี่เวลาโลกมันเจริญๆ ไง คนที่ว่ายน้ำเป็น เวลามันตกน้ำตกท่า มันช่วยเหลือตัวมันเองได้ การที่ช่วยตัวมันเองได้ เห็นไหม

จิตใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจของเราเหมือนกัน เราไปวัดไปวา บ้านเราอยู่ริมคูริมคลอง ริมคูริมคลอง สายน้ำนั้นน่ะมันเป็นทางสัญจร มันเป็นสิ่งที่ทำการเกษตร มันเป็นสิ่งที่เราได้ทรัพยากรเพื่อเลี้ยงชีพ

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราไปวัดไปวา เราศึกษาของเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจิตใจของเรามันว่ายน้ำไม่เป็น ว่ายน้ำไม่เป็นมันไม่มีศรัทธาในหัวใจ มันก็ดิ้นพราดๆ เวลาฝึกหัดว่ายน้ำมันต้องฝึกหัดว่ายน้ำใช่ไหม

นี่ก็เหมือนกัน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นรัตนตรัยของเราแต่มันอยู่ข้างนอก แต่เวลาเราฝึกหัดๆ ของเรา เราจะฝึกหัดว่ายน้ำ เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พยายามฝึกหัดของเรา

ถ้าฝึกหัดของเรา เวลาจิตมันเป็นสัมมาสมาธิ มันสว่างไสว มันสว่างโพลงของมัน เห็นไหม มันจะขาดแคลนอย่างใดมันก็มีสติปัญญาพาตัวของเราไม่ให้มันทุกข์ยากจนเกินไป สิ่งที่มันปากกัดตีนถีบเพื่อจะหาเลี้ยงชีพมันเป็นเรื่องสัจจะ เรื่องความจริง เรื่องของโลก

จิตใจของคนถ้ามันขาดมันแคลนขึ้นมาเหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็น มันดิ้นพราดๆ อยู่นั่นน่ะ แต่คนถ้าว่ายน้ำเป็นนะ ถ้าน้ำมันตื้นเขิน เราก็ไม่ต้องไปว่าย เราเดินลุยไปก็ได้เพราะน้ำมันตื้น ถ้าน้ำมันลึก มันถึงคอ มันจะเป็นภัยอันตรายกับเรา เราก็ว่ายของเราไป นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เราฝึกหัดของเรา ถ้าจิตใจมันเป็นธรรมๆ ขึ้นมา เราอยู่กับโลกๆ ไง

ธรรมโอสถๆ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดยอดมาก สุดยอดจริงๆ สุดยอด เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัติ ธรรมะอยู่ฟากตายๆ เวลามันชำระอวิชชา ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันไม่สุดยอดหรือ

เราเจ็บไข้ได้ป่วย ไปโรงพยาบาลไปหาหมอก็อยากให้หายๆ หายขึ้นมาทำไม หายขึ้นมารอมันชราคร่ำคร่า แต่เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันฝังอยู่จิตใต้สำนึกอยู่ในใจนั่นแหละ มันสงสัยไปทั้งสิ้นน่ะ แล้วสิ่งนี้ เวลาคนนะ เวลาหายจากโรคภัยนะ แล้วเป็นอย่างไรต่อ เวลาเกษียณแล้ว เกษียณออกมาแล้วก็ต้องดำรงชีวิตของเราไป

นี่ก็เหมือนกัน เวลาชราคร่ำคร่าขึ้นมา จิตมันต้องไปของมันน่ะ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนถึงชำระอวิชชา ไม่มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ถ้าไม่มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย มันจะอยู่หรือจะไปมันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันไม่มีอะไรไปตื่นเต้น ว่ายน้ำเป็นมันสวยงามไปหมด แต่ถ้ากว่าจะว่ายน้ำเป็น เห็นไหม เด็กฝึกหัดมันก็ต้องว่ายน้ำของมัน

นี่ก็เหมือนกัน เราฝึกหัดหัวใจของเราไง เรารู้เราเห็น เราเห็นคนว่ายน้ำเป็นเขาดำรงชีพอย่างไร คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเขาดำรงชีพอย่างไร แล้วเราก็เป็นคนคนหนึ่งที่จะฝึกหัดของเรา เราฝึกหัดของเราให้มันเป็นในใจของเรา ถ้าเป็นในใจของเรา เห็นไหม สัจธรรมๆ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเราๆ

แต่ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาได้นะ มันก็เป็นอันเดิมนั่นแหละ เราก็เป็นคนเก่านี่แหละ แล้วกรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันนะ วิกฤติในชีวิต วิกฤติต่างๆ มันก็จะมีของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่จิตใจที่เป็นธรรม น้ำมันตื้นเราก็เดินไป ไปว่ายอะไรมันเพราะน้ำมันเดินได้ มันเดินข้ามคลองก็ได้ ไม่ต้องไปว่ายมันหรอก แต่ถ้าเวลาน้ำมันหลาก น้ำมันล้นมา เราก็ต้องรักษาชีวิตของเรา

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเรามีสติปัญญาฝึกหัดของเราๆ ถ้ามันเป็นของมันขึ้นมา สัจจะความจริงเป็นสัจจะความจริง เราผ่านวิกฤติอันนั้นไป ธรรมโอสถๆ ธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงประเสริฐ

หลวงตาท่านพูดเอง มันเหมือนห้างสรรพสินค้า ของเรานะ เราเป็นปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนา เรามีที่พึ่งพาอาศัยนะ จากที่เราอยู่กลางแดดมันรุ่มร้อนขนาดไหน เราเข้าที่ร่มมันก็ร่มเย็นขึ้นมา จิตใจของเราถ้ามันรุ่มร้อนเกินไปนัก เราก็ฝึกหัดของเราๆ

สิ่งที่มาฝึกหัดของเรา เวลามันปิ๊ง เอ๊อะ! เวลามันปิ๊งหมายความว่าปัญญามันเกิด เวลาปัญญาไม่เกิดนะ มันก็เร่าร้อนอยู่อย่างนั้นแหละ เวลาปัญญามันเกิดนะ เฮอะ! มันเรื่องธรรมดา เมื่อกี้ทำไมมันร้อนนัก นี่เวลาปัญญามันเกิด ปัญญามันเกิด มันเกิดมาจากไหน

เวลาธรรมผุด ธรรมผุดมันธรรมสังเวชไง ธรรมสังเวช เราครุ่นเราคิด เราครุ่นเราคิด เราแสวงหา เราระลึกพุทโธ เราใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาธรรมมันเกิด ธรรมมันเกิดเพราะเราใกล้กับสัจธรรมอันนั้นไง เวลามันเกิดขึ้นมา มันผุดขึ้นมา มันปิ๊งขึ้นมาน่ะ เวลามันขึ้นมานะ เอ๊อะ! นี่ไง นี่ถ้ามันเป็นจริงๆ มันเป็นจริงของมันอย่างนั้น นี่พูดถึงว่าธรรมมันเกิดนะ

แต่ที่เราแสวงหากันนี้ เราแสวงหากันด้วยความเพียรของเรา ด้วยความเพียรนะ ทำมาหากินก็เป็นอาชีพ เราเกิดมาแล้วเรามีหน้าที่การงานนะ อยู่บ้านอยู่เรือนขึ้นมาเราก็ต้องทำความสะอาด เราต้องเลี้ยงดูชีวิตของเรา แล้วถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมามันมีปัญญาอบรมสมาธิไง

คำว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” นะ เขาจะไปรอบโลก ๓ รอบ ๔ รอบ เราอยู่บ้านเรามีความสุข เขาจะไปไหนเรื่องของเขา เพราะอะไร เพราะเขาต้องแสวงหาสิ่งนั้นเป็นอามิสเพื่อความสุขของเขา

ของเรา เรามีสติปัญญา เรามีธรรมโอสถดูแลหัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเรานะ มันว่ายน้ำเป็น จะน้ำตื้น น้ำลึก จะเกิดพายุต่างๆ ไปได้ทั้งนั้นน่ะ เราไปของเราได้ ถ้าไปของเราได้ เราฝึกหัดๆ ของเรา นี่ภาคปฏิบัติ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติเราศึกษา ไม่รู้เลยเราก็ศึกษาให้มันรู้ขึ้นมา เวลารู้ขึ้นมาแล้วอย่าไปหยิบไปฉวยมาเป็นสมบัติของเรา เดี๋ยวก็จำได้ เดี๋ยวก็ลืมไง ความจำไม่ใช่ความจริงไง ถ้าความจริงขึ้นมามันเกิดจากการกระทำของเรา จะนั่ง จะนอน ไม่ต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาหรอก มีสติปัญญาระลึกอยู่ ระลึกอยู่ เข้าใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ไปแล้วมันปราบปลื้ม มันยินดี ของเราเหมือนกัน ถ้าเราระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ของเรานะ ถ้ามันยินดี มันยินดีมันก็อยู่ใกล้ แล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เวลามันเป็นพุทโธเสียเอง มันเป็นพุทโธ

เดิมชื่อพุทธะ พุทธะในหัวใจเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่มันโดนเมฆหมอกคลุมไว้หมดไง มันมีความรู้สึกนึกคิด มันมีจริตนิสัย มันมีความชอบไม่ชอบปกคลุมหมดเลย แล้วเราก็อยู่ที่เมฆหมอกนั้นน่ะ อยู่ที่ความชอบของเรา อยู่ที่ความพอใจของเรา อยู่ที่ความอยากได้ของเรา แต่ไม่เคยเห็นพุทธะเลย

เวลาเมฆหมอกมันจางออก พุทธะมันเด่นขึ้นมานะ หัวใจนี้เป็นพุทธะ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พยายามทำให้เมฆหมอกนั้นน่ะมันจางไปจางหัวใจของเรา มันจางไป มันจางไปด้วยสติด้วยปัญญา แต่ถ้าอยากได้ มันเกิดพายุขึ้นมา เวลาพายุขึ้นมาเมฆหมอกมันปกคลุมหมดเลย

นี่ก็เหมือนกัน อยากได้อยากดีอยากเด่น อยากทุกข์อยากยาก โอ๋ย! มันคิดใหญ่เลย ยิ่งปฏิบัติยิ่งยากเข้าไปใหญ่เลย

ในวงกรรมฐานเขาเรียกว่าตัณหาซ้อนตัณหา ความอยากซ้อนความอยาก ความอยากของคนมันสัญชาตญาณของมัน มันก็อยากดี อยากจะปกป้องตัวเองอยู่แล้ว แล้วเราก็มีความอยากอีกอยากหนึ่งไง

แต่ความอยาก ความอยากที่อยากจะประพฤติปฏิบัติมันเป็นความทุกข์ความยากไหม มันเป็นความทุกข์ความยาก ความอยากอย่างนี้หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่าเป็นมรรค ความอยากทำคุณงามความดี

เราจะบอกว่าเราจะทำคุณงามความดีโดยที่ไม่มีสิ่งใด ไม่มีเมฆหมอกสิ่งใดเข้ามาปนเปื้อนเลย มันจะเป็นความสะอาดบริสุทธิ์หมด มันเป็นไปได้ยาก มันเป็นความอยากของเรา เราก็อยากแล้ววางไว้ แล้วมีสติปัญญารักษาของเรา เมฆหมอกที่ว่ามันซับมันซ้อนมันก็เบาบางลง

แล้วเมฆหมอกโดยข้อเท็จจริง จริตนิสัย สัญชาตญาณ ทัศนคติ นี้คือมันปกคลุมหัวใจด้วยจริตนิสัย ด้วยเวรด้วยกรรม ด้วยการกระทำ คนเราถึงความชอบ ความไม่ชอบ ความต้องการแตกต่างกันไป ความที่มันไปกระตุ้นแล้วมันรุนแรง แล้วแต่จริตนิสัย อันนั้นมันเป็นสัจจะเป็นความจริง

เราก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พุทโธ มันจะเบาบางลงได้ เบาบางลงได้ด้วยสติ ด้วยคำบริกรรมของเรา เวลามันเบาบางลงๆ จนมันเป็นพุทธะเสียเอง เห็นไหม ต้องเป็นพุทโธ พุทโธมันไม่ได้ท่อง ไม่ได้บ่น ไม่ได้รำพันรำพึงไง มันเป็นเอง ถ้าเป็นเองเป็นอย่างไร

พุทโธจนพุทโธไม่ได้ไง นี่ถ้าพุทโธไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเมฆหมอกเราก็พยายามจะให้มันเบาบางลง แล้วพุทธะในหัวใจเราก็มองมันไม่เห็นไง นี่มาบอกว่ามันเป็นพุทธะ มันตกภวังค์ มันเป็นไปร้อยแปด เพราะเป็นของมีค่า ของมีค่าเขาเก็บรักษาไว้อย่างดี

หัวใจของคนมีค่านะ ความสุขความทุกข์มันอยู่ที่หัวใจทั้งนั้น เราเป็นสัตว์มนุษย์ด้วยกัน มีร่างกายเหมือนกันทั้งหญิงและชาย สิ่งที่ร่างกายมันก็ร่างกายแค่เลือดเนื้อเชื้อไขทั้งสิ้น แต่ความสุขความทุกข์มันอยู่ที่หัวใจ

พระพุทธศาสนาปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์คือรื้อหัวใจของสัตว์โลก สัตว์โลกที่มันวิตกกังวล ที่มันทุกข์มันยาก ที่มันกังวลๆ นั่นน่ะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเปิดออกๆ เปิดออกด้วยภาคปริยัติ เปิดออกด้วยการศึกษา

เวลาศึกษาไป โอ๊ะ! พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ด้วยหรือ นึกว่าพระพุทธเจ้าสอนแต่ทำบุญๆๆ นึกว่าสอนแต่ผ้าป่า นึกว่าสอนแต่ว่าสามัคคี พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ด้วยหรือ

สอนอย่างนี้ สอนอย่างนี้อยู่ในบุพพสิกขา อยู่ในวินัยมุข คนถ้าไม่เคยบวช ไม่ได้อ่าน ยังตกใจนะว่าพระพุทธเจ้าสอนคร่ำครึ สอนเรื่องชาดก สอนเรื่องอย่างนั้น ลองไปอ่าน ลองไปค้นคว้าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในวินัยมุขสิ ท่านพูดถึงสภาวะจิต พูดถึงการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย พูดถึงกิเลสมันเกาะกุมในหัวใจ นี่ภาคปริยัติ เวลาอ่านก็เอ๊อะๆๆ

พอเอ๊อะ! ขึ้นมา ถ้าเราสนใจในการประพฤติปฏิบัติ เวลาสนใจในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมานะ วางให้หมด ที่ว่าศึกษามาไม่ใช่ของเราหรอก ศึกษามาแล้วนะ แล้วเวลามาประพฤติปฏิบัติจะเอานั้นเป็นสมบัติของเราๆ ก็เราศึกษามาแล้ว ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราเข้าใจได้หมดแล้ว

เมฆหมอกโดยจริตโดยนิสัย โดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันปกคลุมหัวใจเราชั้นหนึ่ง ไปรู้ไปเห็น ไปความเข้าใจมาปกคลุมอีกชั้นหนึ่ง แล้วปฏิบัติไปเถอะ แสนยาก

แต่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติจนสิ้นกิเลสไปจนเป็นพระอรหันต์ สิ้นกิเลสไปไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้ววางหลักวิชาการ หลักสัจจะความจริงของหัวใจของคน หัวใจของคนที่มันมีกิเลสจะเป็นแบบนี้ แล้วเป็นแบบนี้พยายามจะรักษาแบบนี้

รักษาแบบนี้ เราศึกษามาแล้ววาง อย่าให้มันซ้อนเข้ามา แล้วพยายามประพฤติปฏิบัติของเราโดยการตั้งสติปัญญาตรึกตรองในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเขาเรียกว่าปัญญาอบรมสมาธิ

เพราะสิ่งนั้น สิ่งที่มันเปิด มันเวิ้ง มันว้าง มันว่าง พระพุทธเจ้าสอนไว้ แล้วเราก็ตรึก เราก็ตรองของเรานะ สิ่งที่การตรึกการตรองคือปัญญานั้นน่ะมันก็จะมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ปกคลุมใจเรา คือจริตนิสัยของเรา คือเมฆหมอกของเรา

เมฆหมอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชำระล้างหมดแล้ว ท่านสิ้นกิเลสไปแล้ว ท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว แต่เมฆหมอกของเรามันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ แล้วเราก็ตรึก เราก็ตรองของเรา คือปัญญามันแยกมันแยะเมฆหมอกของเราเพราะเราคิดเอง

ความคิดเกิดจากจิต สิ่งที่ว่าเมฆหมอกก็เกิดจากหัวใจของเรา แล้วเราคิดก็คิดจากใจของเรา คิดเกิดจากใจของเรา สิ่งที่เราคิดคือปัญญา ปัญญามันก็แยกแยะเมฆหมอกนั้น สิ่งที่ปกคลุมหัวใจของเรานั้นจนมันเป็นพุทธะ จนมันสว่างโพลงขึ้นมา สว่างโพลงขึ้นมาเพราะเมฆหมอกมันจางไป จางไปเพราะอะไร

จางไปเพราะเราตรึกเราตรอง ตรึกตรองธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิธีการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เราเป็นผู้ตรึกไง เป็นผู้ตรึกมันก็เป็นปัญญาของเราไง มันก็เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกที่เกิดจากใจดวงนั้นไง ใจดวงนั้นที่มีเมฆหมอกที่มันคลุมไว้ไง แล้วมันพิจารณาของมัน มันก็ไปชำระเมฆหมอกของเรา

จากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชำระเมฆหมอกของท่าน เวลาเราก็ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นแบบนั้น แล้วเราก็ตรึกของเรา ตรึกคือกำลังของเรา คือสติของเรา คือปัญญาของเรา มันก็ทำให้เมฆหมอกของเราเจือจางลง เจือจางลง มันเห็นแล้วมันก็มหัศจรรย์ มหัศจรรย์ มหัศจรรย์

นี่ไง การศึกษาก็ศึกษาเป็นภาคปริยัติ เวลาการปฏิบัติมันเป็นสัจจะความจริงของเรา ถ้าเป็นสัจจะความจริงของเรา เห็นไหม

เด็กมันว่ายน้ำนะ มันอยู่ตามคูตามคลอง มันว่ายน้ำของมันโดยเพื่อนฝูงชวนกันไป ของเรา เราจะว่ายน้ำต้องไปสระว่ายน้ำ ต้องเสียตังค์ด้วย

แต่ถ้าเราไปวัดไปวา เราศึกษาของเรา เราฝึกหัดของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะหัวใจดวงนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้บอก เป็นผู้ชี้ แล้วอยู่ที่เราขวนขวาย เรากระทำจริงหรือไม่

ถ้าเราไม่ขวนขวาย ไม่กระทำจริง เวลาคนว่ายน้ำไม่เป็นมันลงไปในน้ำนะ มันมีแต่กระเพื่อม มีแต่ดิ้นรนเพื่อจะให้พ้นจากน้ำ ดูแล้วว่ายน้ำไม่เป็นมันก็คือไม่เป็นน่ะ แต่ของเรา เราฝึกหัดของเรา เราประพฤติปฏิบัติของเรา เราทำความจริงของเราขึ้นมาให้หัวใจเรามีสัจจะมีความจริง

สัจจะความจริงคืออะไร

สัจจะความจริงคือการกระทำไง ความคิดนี้ก็เป็นจิตกระทำ เวลามันเกิดสัจธรรมขึ้นมา ภาวนามยปัญญา เรามีสติปัญญารู้ถึงความคิดเกิดอย่างไร ท่ามกลางอย่างไร แล้วมันพิจารณาของมันไป เราเห็นหมดน่ะ คือการกระทำ แล้วเวลาภาคปริยัติขึ้นมาแล้ว อ๋อ! อ๋อ! เลย เหมือนพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าสอนไว้ถูกต้องหมด ครูบาอาจารย์ถูกต้องหมด

แต่ถ้าเราว่าเราเก่ง มันจะว่ายน้ำบนบกไง เหมือนทหารเขาฝึก ว่ายน้ำใหญ่เลยอยู่บนบก เก่ง ว่ายบก ว่ายบกหน้าอกเลือดซิบๆ แล้วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะมันว่ายบก

แต่ถ้าครูบาอาจารย์ของเรานะ เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่แม่น้ำลำคลองมันมีของมัน ธรรมชาติของมัน จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดโดยธรรมชาติของมัน ผลของวัฏฏะๆ กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันมีของมันอยู่แล้ว มันมีสัจจะมีความจริงทั้งสิ้น เราทำของเราตามความเป็นจริง อย่าไปว่ายบก

ว่ายบกคือมันดัดจริต มันจะเก่งกว่าคนอื่น มันชนะเขาไปหมด มึงว่ายได้ กูก็ว่ายได้ เออ! ว่ายบกก็ว่ายไปเถอะ แล้วแต่เขา แต่เราทำของเรา เพราะผลของวัฏฏะไง กามภพ รูปภพ สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วเราทำสัจจะความจริงขึ้นมานะ มันเบ่งบานกลางหัวใจ อ๋อ! อ๋อ! อ๋อ! ไปตลอดเลย เรา อ๋อ! อ๋อ! แล้วไม่มีอะไรคัดค้านกัน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีขัดไม่มีแย้ง ถ้ามีขัดมีแย้งต้องคนหนึ่งผิด

แล้วปัจจุบันนี้ความคิดของเรากับสัจจะความจริงของเรามันขัดแย้งกัน มันขัดมันแย้ง ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ศึกษามาเพื่อขัดแย้ง จริงหรือเปล่า เป็นหรือเปล่า มีหรือเปล่า เป็นไปได้หรือเปล่า

ทำดูสิ ทำดูเดี๋ยวก็รู้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราฝึกฝนของเราอย่างนี้ นี่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาเราดิ้นรนเรียกร้องให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

หลวงตาท่านบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำหัวใจของสัตว์โลก

เราดิ้นรนเพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาในหัวใจของเรา ในสัจจะในความจริงในใจอันนี้ มันจะเป็นธรรมทายาทที่เป็นสัจจะความจริงในใจของเรา เอวัง